คุณสามารถแบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านมือถือของแท็บเล็ตกับคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องโดยใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน USB หรือบลูทูธได้ และยังสามารถแบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูลกับอุปกรณ์อื่นๆ พร้อมกันได้มากถึง 8 เครื่องโดยการทำให้แท็บเล็ตเป็น WiFi ฮอตสปอตแบบพกพา
เมื่อแท็บเล็ตของคุณแบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูล ไอคอนสถานะจะปรากฏที่ด้านล่างของหน้าจอ และมีข้อความที่สอดคล้องกันปรากฏในรายการแจ้งเตือน:
![]() | การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน USB หรือฮอตสปอตทำงานอยู่ |
![]() | การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านบลูทูธทำงานอยู่ |
![]() | WiFi ฮอตสปอตแบบพกพาทำงานอยู่ |
![]() | การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านมือถือหรือการเชื่อมต่อฮอตสปอตต่างๆ ทำงานอยู่ |
การตั้งค่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านมือถือและฮอตสปอตแบบพกพาที่อธิบายไว้ด้านล่างนี้จะช่วยให้คุณแบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูลได้ วิธีดูการตั้งค่าเหล่านี้:
- จากหน้าจอหลักหรือหน้าจอแอปพลิเคชันทั้งหมด แตะไอคอนการตั้งค่า

- ใต้ "ระบบไร้สายและเครือข่าย" แตะ เพิ่มเติม > การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านมือถือและฮอตสปอตแบบพกพา
แบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูลของแท็บเล็ตผ่าน USB
หากคอมพิวเตอร์ของคุณใช้ Windows 7, Mac OS X หรือ Linux รุ่นที่เพิ่งเผยแพร่ไม่นาน (เช่น Ubuntu) คุณสามารถทำตามคำแนะนำเหล่านี้โดยไม่ต้องเตรียมการใดๆ เป็นพิเศษ
หากคุณใช้ Windows รุ่นเก่ากว่า Windows 7 หรือระบบปฏิบัติการอื่น คุณอาจต้องเตรียมคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างการเชื่อมต่อเครือข่ายผ่าน USB
- ใช้สาย USB ต่อแท็บเล็ตของคุณเข้ากับคอมพิวเตอร์ไอคอน USB จะปรากฏที่ด้านบนสุดของหน้าจอ และการแจ้งเตือน เชื่อมต่อเป็นอุปกรณ์สื่อแล้ว หรือ เชื่อมต่อเป็นกล้องแล้ว จะปรากฏขึ้นชั่วครู่ที่ด้านบนสุดของหน้าจอ ใช้การเชื่อมต่อประเภทใดก็ได้เพื่อทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ
- ไปที่ การตั้งค่า > ระบบไร้สายและเครือข่าย > เพิ่มเติม > การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านมือถือและฮอตสปอตแบบพกพา
- ทำเครื่องหมายที่ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน USBขณะนี้โทรศัพท์ของคุณกำลังแบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูลกับคอมพิวเตอร์แล้ว
- หากต้องการหยุดแบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูล ลบเครื่องหมายออกจาก การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน USB
แบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูลของแท็บเล็ตผ่านบลูทูธ
หากคอมพิวเตอร์ของคุณสามารถรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านบลูทูธได้ คุณจะสามารถกำหนดค่าให้แท็บเล็ตแบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านมือถือให้กับคอมพิวเตอร์ได้
- จับคู่แท็บเล็ตกับคอมพิวเตอร์
- กำหนดค่าคอมพิวเตอร์ให้รับการเชื่อมต่อเครือข่ายผ่านทางบลูทูธสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูเอกสารที่มากับคอมพิวเตอร์
- ไปที่ การตั้งค่า > ระบบไร้สายและเครือข่าย > เพิ่มเติม > การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านมือถือและฮอตสปอตแบบพกพา
- ทำเครื่องหมายที่ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านบลูทูธ ขณะนี้คอมพิวเตอร์ของคุณกำลังแบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูลของแท็บเล็ตแล้ว
- หากต้องการหยุดแบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูล ให้ลบเครื่องหมายออกจาก การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านบลูทูธ
แบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูลของแท็บเล็ตของคุณเป็น WiFi ฮอตสปอตแบบพกพา
- ไปที่ การตั้งค่า > ระบบไร้สายและเครือข่าย > เพิ่มเติม > การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านมือถือและฮอตสปอตแบบพกพา
- ทำเครื่องหมายที่ WiFi ฮอตสปอตแบบพกพา
หลังจากนั้นสักครู่ แท็บเล็ตจะเริ่มเผยแพร่ชื่อเครือข่าย WiFi (SSID) และคุณจะสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆ กับฮอตสปอตได้มากถึงแปดเครื่อง
หากต้องการหยุดแบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูล ลบเครื่องหมายออกจาก Wi-Fi ฮอตสปอตแบบพกพา
การเปลี่ยนชื่อหรือป้องกันฮอตสปอตแบบพกพา
คุณสามารถเปลี่ยนชื่อเครือข่าย WiFi (SSID) ของแท็บเล็ตและป้องกันเครือข่าย WiFi ของแท็บเล็ตขณะทำงานเป็นฮอตสปอตแบบพกพา
- ไปที่ การตั้งค่า > ระบบไร้สายและเครือข่าย > เพิ่มเติม > การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านมือถือและฮอตสปอตแบบพกพา
- ทำเครื่องหมายที่ Wi-Fi ฮอตสปอตแบบพกพา
- แตะ กำหนดค่า Wi-Fi ฮอตสปอตช่องโต้ตอบการกำหนดค่า Wi-Fi ฮอตสปอตจะเปิดขึ้น
- ตั้งชื่อและตั้งค่าตัวเลือกความปลอดภัยดังนี้:เปลี่ยน SSID (ชื่อ) ของเครือข่ายที่จะแสดงให้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นเห็นเมื่อสแกนหาเครือข่าย Wi-Fi
เลือกตัวเลือกด้านความปลอดภัย การเลือก WPA2 PSK จะเพิ่มฟิลด์รหัสผ่านลงในช่องโต้ตอบการกำหนดค่า Wi-Fi ฮอตสปอต หากคุณพิมพ์รหัสผ่าน คุณจะต้องพิมพ์รหัสผ่านนั้นซ้ำเมื่อเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆ กับฮอตสปอต หากต้องการนำการรักษาความปลอดภัยออกจากเครือข่าย Wi-Fi เลือก เปิด บทที่ 4 การขนส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
อีเทอร์เน็ตความเร็วสูงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง “hi-speed Internet” เร็วชัวร์หรือมั่วนิ่ม
ปัจจุบันนี้การแข่งขันในการให้บริการอินเทอร์เน็ตมันช่างดุเดือดเสียจริงๆ ผู้ให้บริการหลายต่อหลายราย โปรโมท “ความเร็วในการดาวน์โหลดและอัปโหลด” มาเป็นจุดขาย วันนี้ความเร็วเบื้องต้นที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เสนอต่อผู้บริโภคอยู่ที่ 3 เมกกะไบต์ จนถึงความเร็วสูงสุดที่สามารถเลือกใช้งานได้ 16 เมกกะไบต์ แล้วความเร็วที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเสนอนั้นมีความเร็วตามที่ระบุไว้หรือไม่
เนื่องจากสาเหตุนี้ ทางสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม หรือ สบท. ได้ร่วมมือกับทางสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยจัดทำโครงการ “สำรวจและทดสอบคุณภาพความเร็วอินเทอร์เน็ต ปี 2552” ขึ้นมา เพื่อศึกษาข้อมูลการให้บริการของผู้ประกอบการ โดยเปิดให้ผู้ใช้เข้าไปทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์หลัก www.speedtest.or.th และเว็บไซต์นั้นนำอีกหลายเว็บที่เข้าร่วมโครงการ เช่น kapok.com , pantip.com , dek-d.com ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2552 จนถึง 30 พฤศจิกายน 2552
จากรายงาน ในเวลา 99 วันที่เปิดให้มีการทดสอบ มีจำนวนการทดสอบเข้ามาทั้งสิ้น 1,287,613 ครั้ง เฉลี่ยวันละ 13,006 ครั้ง เป็นการทดสอบความเร็วตั้งแต่ 0 – 16 Mbps แต่มีผู้ทดสอบบางส่วนที่ไม่ระบุความเร็วที่เลือกใช้บริการ ทำให้เหลือจำนวนการทดสอบที่นำมาวิเคราะห์ทั้งสิ้น 618,049 ครั้ง โดยเป็นผู้ใช้บริการของทีโอที 34% ทรู 25% 3BB หรือแม็กซ์เน็ต 17% อื่นๆ 4% และไม่ระบุผู้ให้บริการอีก 20% โดยเข้าทดสอบผ่านเว็บไซต์ www.speedtest.kapook.com มากที่สุด 53% ผ่านเว็บไซต์หลัก www.speedtest.or.th 25% http://speedtest.pantip.com 13% และเว็บไซต์อื่นๆ 9%
ที่มา: www.speedtest.or.th
“ความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลผู้ให้บริการรายใหญ่นั้น ทรูให้ความเร็วอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 83% ของความเร็วตามโปรโมชั่นที่โฆษณา รองลงมาคือ 3BB ให้ความเร็ว 71% ทีโอที 66% และ กสท 43%” พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยกล่าวถึงผลการสำรวจที่ได้ว่า ขณะที่ความเร็วในการอัปโหลดข้อมูล หากนับเฉพาะผู้ให้บริการรายใหญ่ กสท. ให้ความเร็วในการอัปโหลดสูงสุด 24% รองลงมมคือทีโอที 14% ทรู 14% และ 3BB 10%ขณะที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเองอย่าง “สามารถ” กลับให้ความเร็วในการดาวน์โหลดที่ 78% ของความเร็วตามที่แจ้ง รองลงมาคือ ไอเอสเอสพี 75% ซีเอส ล็อกอินโฟ 71% และ ไอเน็ต 63% ส่วนความเร็วในการอัปโหลดข้อมูล ไอเอสเอสพีอยู่ที่ 75% สามารถ 65% Beenet 51% และไอเน็ต 50% ของความเร็วที่แจ้งในอนาคตอาจแยกผู้ให้บริการออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้ให้บริการรายใหญ่ รายเล็ก และผู้ให้บริการ Mobile เพื่อให้สามารถเปรียเทียบคุณภาพบริการได้อย่างชัดเจนและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้นในภาพรวมจะเห็นว่าความเร็วในการดาวน์โหลดจะอยู่ที่ 34-83% และ ความเร็วในการอัปโหลดอยู่ที่ 10-75% “ความเร็วอัปโหลดต่ำกว่าดาวน์โหลดค่อนข้างมาก”คุณภาพความเร็วอินเทอร์เน็ตที่วัดได้นี้อาจคลาดเคลื่อน เนื่องจากคำนวณจากสัดส่วนของความเร็วที่วัดได้จริงต่อความเร็วที่ผู้ทดสอบแจ้งซึ่งถ้าหากผู้ทดสอบไม่ได้แจ้งความเร็ว หรือขนาดความเร็วไม่ตรงกับบริการที่ใช้อยู่ ก็จะทำให้การคำนวณคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง หรือทดสอบขณะกำลังดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ ทดสอบในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้จำนวนมาก ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อความเร็วที่วัดได้ทั้งสิ้น การทดสอบความกระทำในสภาวการณ์ที่เหมาะสม เพื่อลดปัจจัยดังกล่าวจากรายงานดังกล่าว นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมจะนำไปใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดมาตรฐานการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงต่อไปบทที่ 4 การขนส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
มาตรฐาน lan แบบ token ring (leee 802.5)
เครือข่ายแบบ token ring เป็นระบบเครือข่ายแบบ LAN ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อด้วย topology แบบ หรือ star และระบบเลขฐานสอง (หรือ token) เป็นแบบแผนการส่งที่ใช้ในการป้องกันการชนกันของข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง ที่ต้องการส่ง message ในเวลาเดียวกัน โปรโตคอลของ token ring ได้รับการใช้เป็นอันดับที่สองในระบบ LAN รองจาก Ethernet โปรโตคอล โดย IBM token ring ได้นำไปสู่มาตรฐานของ IEEE 802.5 ซึ่งโปรโตคอลทั้งสองได้รับการใช้และคล้ายกันมาก การส่งข้อมูลของเทคโนโลยี IEEE 802.5 token ring ให้อัตราการส่งข้อมูล 4 -16 Mbps ลักษณะการทำงานโดยย่อ
1. ใช้การส่ง information frame เปล่า ไปรอบ ring อย่างต่อเนื่อง
2. เมื่อมีคอมพิวเตอร์ตอบการส่ง message จะเพิ่ม token เข้าไปใน frame เปล่า (ซึ่งบิตของ token ในเฟรมจะเปลี่ยนจาก "0" เป็น "1") และแทรก message และจุดหมายปลายทางใน frame
3. เมื่อ frame ได้รับการตรวจสอบโดยแต่ละ เวิร์กสเตชั่น โดยเวิร์กสเตชั่นที่เป็นปลายทางของ message จะก็อบปี้ message จาก frame แล้วเปลี่ยน token กลับเป็น 0
4. เมื่อ frame กลับไปที่จุดเริ่มต้น และเห็นว่า token เปลี่ยนเป็น 0 แล้ว ซึ่งแสดงว่ามีการรับ message ไปแล้ว จากนั้นจะมีการลบ message จาก frame
5. frame ดังกล่าวจะหมุนเวียนเป็น frame เปล่าต่อไป พร้อมที่จะรับ message จากอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์ใหม่
เยี่ยมชมสินค้าที่ท่านสนใจบนเพจ Julaphak IT Word
Local area network (LAN)
ethernet
token ring
Arcnet (Attached Resource Computer Network)
Fiber Distributed-Data Interface (FDDI)
optical fiber
twisted pair
coaxial cable
10 BASE-T
100 BASE-Tบทที่ 4 การขนส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
มาตรฐาน lan แบบ Token bus (leee 802.4)เมื่อมีการคิดค้นแลนแบบ 802.3 ก็มีการใช้แลนแบบนี้มากในสำนักงาน แต่สำหรับ โรงงานอัตโนมัติ(Factory Automation) เช่น เจนเนอรัลมอเตอร์ ไม่อาจใช้แลนแบบนี้ได้เนื่องจากแลน 802.3 ไม่อาจรับประกันได้ว่า ในขณะเวลาที่ต้องการส่งข้อมูลนั้น สถานีจะสามารถรับส่งข้อมูลได้หรือไม่ เช่น ในการประกอบรถยนต์เมื่อรถยนต์มาถึงหุ่นยนต์ประกอบรถยนต์แล้ว หุ่นยนต์ต้องพร้อมที่จะทำงานได้หรือในการผสมสารเคมีนั้นต้องใส่สารเคมีต่างๆตามเวลาที่กำหนดไว้พอดีดังนั้นจึงมีการคิดค้นวิธีการส่งข้อมูลลงในสายซึ่งแต่ละบอร์ดควบคุมจะสามารถรู้ว่าเวลานานที่สุดที่บอร์ดควบคุมจะต้องรอก่อนส่งข้อมูลได้เป็นเท่าไรแลนแบบ Token บัส ซึ่งถูกกำหนดเป็นมาตรฐาน IEEE 802.4 เป็นวิธีหนึ่ง ที่แก้ปัญหานี้ ดังรูป แสดงหลักการทำงานแบบ Token busจากรูปจะเห็นว่าสายเคเบิลซึ่งสถานีส่งต่าง ๆ ต่อเข้านั้นมักจะมีลักษณะเป็นเส้นตรง แบบบัส หรือแบบต้นไม้ แต่ในการทำงานจาก Ring สถานีเหล่านั้นจะประกอบเป็นวงแหวนทางตรรกะ (logicalring) และสถานีแต่ละตัวจะรู้แอดเดรสของสถานีที่อยู่ทางซ้ายและทางขวาของตัวเอง เมื่อวงแหวนถูกสร้างขึ้นแล้ว สถานีที่มีค่าแอดเดรสสูงสุด(เช่นสถานี20)จะสามารถส่งเฟรมข้อมูลได้และเมื่อส่งเฟรมข้อมูลแล้วสถานีนั้นจะส่งสิทธิการส่งข้อมูล(Tokenหรืออาณัติ)ให้แก่สถานีที่มีแอดเดรสรองลงไปโดยการแพร่ข้อมูลลงไปในสายแต่ระบุแอดเดรสปลายทางเป็นสถานีต่อไป (เช่น สถานี 17) ซึ่งทำให้สถานีที่ได้รับ Token สามารถส่ง ข้อมูลไปในสายได้แต่หากสถานีนั้น ไม่มีข้อมูลจะส่งก็จะส่ง Token ไปให้สถานีที่มีแอดเดรสถัดไป ไม่ว่าสถานีนั้นจะอยู่ห่างไกลออกไป(ในที่นี้คือ สถานี 13 เนื่องจากตอนนี้สถานี 14 และ 19 ปิด เครื่องจึงไม่อยู่ในวงแหวนนี้) ดังนั้นการทำงานจะมีการส่ง Tokenไปยังสถานีต่าง ๆในทำนองเดียวกันนี้ ซึ่ง Token นี้จะถูกเวียนไปยังสถานีต่าง ๆ เป็นลักษณะวงแหวนสถานีที่ถือ Token เท่านั้นจึงจะสามารถส่งข้อมูลได้และเนื่องจากในขณะหนึ่งมีสถานีที่ถือ Tokenแค่สถานีเดียวเท่านั้นจึงไม่เกิดการชนกันของข้อมูลนอกจากนั้นในภาพจะเห็นว่าสถานี19 ซึ่งตอนแรกอยู่ในวงแหวนนั้นเมื่อปิดเครื่องแล้วก็จะถูกลบออกจากวงแหวนดังนั้นจะเห็นว่าจะสามารถเพิ่มลดสถานีเข้าออกวงแหวนได้โครงสร้างเฟรมของ Token Ring (Structure of Token Ring)จากรูปแสดงโครงสร้างของเฟรมข้อมูล สำหรับ Token บัส ซึ่งจะเห็นว่าแตกต่างจาก เฟรมของแลนแบบ 802.3เฟรม Token บัสจะมีส่วนเริ่มต้นของเฟรม ซึ่งใช้ในการทำงานให้สอดคล้องกันระหว่าง ฝั่งส่งและฝั่งรับ เพียง 1 ไบต์ ฟิลด์เริ่มต้นเฟรมและฟิลด์จบเฟรมเป็นตัวบอกถึงขอบเขตขอเฟรมดังนั้นในเฟรมนี้จึงไม่ต้องมีฟิลด์บ่งบอกความยาวของเฟรมข้อมูลสำหรับฟิลด์ควบคุมเฟรมใช้แยกระหว่าง เฟรมข้อมูลและเฟรมควบคุมการส่งข้อมูลเช่น ในกรณีการส่ง Tokenไปยังสถานีที่มีแอดเดรสรองลงไปนั้น ค่าของไบต์นี้จะมีค่า 00001000 เป็นต้นแอดเดรสของสถานีส่งและสถานีรับ จะเหมือนกับแลน 802.3 กล่าวคือ ใช้ได้ทั้งแบบ 2 ไบต์ และ 6 ไบต์ นอกจากนั้นนอกจากนั้นการแยกชนิดของแอดเดรส ระหว่างการส่งข้อมูลให้กับสถานีปลายทางสถานีเดียว หรือส่งให้แก่กลุ่มของสถานีก็จะเหมือนกับแลน 802.3 สำหรับฟิลด์ข้อมูลมีความยาวได้ถึง 8,182 ไบต์ สำหรับเฟรมที่ใช้แอดเดรสเพียง 2ไบต์แต่ข้อมูลอาจยาวได้เพียง 8,174 ไบต์ เมื่อใช้แอดเดรส 6 ไบต์จะเห็นว่าเฟรมข้อมูลของ Token Bus สามารถยาวได้มากกว่าเฟรมข้อมูลของแลนแบบ 802.3 ถึง 5 เท่า ทั้งนี้เนื่องจากในแลน 802.3 นั้น ไม่ต้องการให้สถานีใด ยึดครองการใช้ช่องสื่อสารนานเกินไปนั่นเอง สำหรับฟิลด์ผลรวม ตรวจสอบมีความยาว 4 ไบต์ และใช้วิธีเดียวกัน กับแลน 802.3FDDIFDDI (Fiber Distributed Data Interface) เป็นแลนที่ทำงานแบบ Token Ring ที่มีอัตราการส่งถึง100 Mbps.และในระยะทางได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร FDDI อาจถูกใช้เป็นแบนเชื่อมระหว่างคอมพิวเตอร์และด้วยอัตราการส่งที่สูงจึงอาจใช้เป็นเครือข่ายกระดูกสันหลังเชื่อมโยงแลน 802 แบบเดิมAccess Methodสำหรับโปรโตคอลที่ใช้ในระบบ FDDI จะคล้ายกับโปรโตคอล 802.5 มากแตกต่างกันที่ใน 802.5 นั้นสถานีหนึ่งเมื่อส่งเฟรมข้อมูลไปแล้วมันจะไม่สามารถสร้าง Token ขึ้นใหม่จนกว่า เฟรมที่มันส่งไปนั้นจะวนกลับมาถึงมันกล่าวคือ สถานีส่งข้อมูลยังไม่หมดเฟรมต้นเฟรมจะกลับมาถึงสถานีนั้นแล้วแต่ใน FDDI นั้นอาจจะมีสถานีในระบบถึง 1,000 สถานี และความยาวของ วงแหวนอาจถึง 200 กิโลเมตรดังนั้นการทำงานในรูปแบบของ 802.5นั้นจะทำให้เสียเวลาส่งข้อมูลใน FDDI จึงยอมให้สถานีหนึ่งส่ง Token ใหม่ลงไปในวงแหวนเมื่อมันส่งเฟรมข้อมูลของมันไปหมดแล้วดังนั้นในวง FDDI ขนาดโตจึงอาจมีเฟรมจากข้อมูลหลายเฟรมอยู่ในวงแหวนในขณะเดียวกันได้FDDI Physical Connectivity
ระบบ FDDI ใช้เส้นใยแก้วนำแสงแบบมัลติโหมดก็เพียงพอสำหรับอัตราการส่งข้อมูล 100Mbps.จึงไม่จำเป็นต้องใช้แบบซิลเกิลโหมดซึ่งมีราคาแพงแสงที่ใช้เป็นแสงจาก LED แทนที่จะเป็นแสงเลเซอร์เพราะนอกจากราคาถูกแล้วยังไม่เป็นอันตรายต่อสายตาของผู้ใช้ด้วยสำหรับอัตราข้อมูลผิดพลาดภายในระบบ FDDI ยังไม่เกิน 1 บิตต่อการส่งข้อมูล 2.5 x 1010 บิตบทที่ 4 การขนส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
แลนแบน atm (asynchronous transfer mode )Asynchronous Transfer Mode
Asynchronous Transfer Mode หรือ ชื่อย่อ ATM เป็นเครือข่ายสื่อสาร ที่ใช้โพรโทคอลชื่อเดียวกันคือ ATM เป็นมาตรฐานการส่งข้อมูลความเร็วสูง โดยATM ถูกพัฒนามาเพื่อให้ใช้กับงานที่มีลักษณะ ข้อมูลหลายรูปแบบและต้องการความเร็วในการส่งข้อมูลสูงมากๆ มีความเร็วในการส่งข้อมูลได้ตั้งแต่ 2 Mbps ไปจนถึงระดับ Gbps สื่อที่ใช้ในเครือข่ายมีได้ตั้งแต่สายโคแอกเชียล สายไฟเบอร์ออปติค หรือสายไขว้คู่ (Twisted pair) โดย ATM นั้นถูกพัฒนามาจากเครือข่ายแพ็กเก็ตสวิตซ์ (packet switched) ซึ่งจะแบ่งข้อมูลที่จะส่งออกเป็นหน่วยย่อยๆ เรียกว่าแพ็กเก็ต (packet) ที่มีขนาดเล็กและคงที่แล้วจึงส่งแต่ละแพ็กเก็ตออกไป แล้วนำมาประกอบรวมกันเป็นข้อมูลเดิมอีกครั้งที่ปลายทาง ข้อดีของ ATM คือสามารถใช้กับข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ภาพเคลื่อนไหว, ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือเสียง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความเร็วของข้อมูลสูง และยังมีการรับประกันคุณภาพของการส่ง เนื่องจากมี Quality of Service (QoS)จุดเด่นของเครือข่าย ATM ที่เหนือกว่าเครือข่ายประเภทอื่น คือ อัตราการส่งผ่านข้อมูลสูง และเวลาในการเดินทางของข้อมูลน้อย จึงทำให้มีบางกลุ่มเชื่อว่า ATM จะเป็นเทคโนโลยีหลักของเครือข่าย LAN ในอนาคต เนื่องจากสามารถรองรับ Application ที่ต้องการอัตราส่งผ่านข้อมูลสูง เช่น การประชุมทางไกล (Videoconferencing) หรือแม้กระทั่ง Applicationแบบตอบโต้กับระหว่าง Client กับ SeverATM เป็นระบบเครือข่ายแบบแพ็กเก็ตสวิตซ์ชนิดพิเศษ เนื่องด้วยกลุ่มข้อมูลที่ส่งแบบแพ็กเก็ตสวิตซ์โดยทั่วไปจะเรียกว่า "แพ็กเก็ต" แต่ATM จะใช้ "เซลล์" แทน ที่ใช้คำว่าเซลล์เนื่องจาก เซลล์นั้นจะมีขนาดที่เล็กและคงที่ ในขณะที่แพ็กเก็ตมีขนาดไม่คงที่ และใหญ่กว่าเซลล์มาก โดยมาตรฐานแล้วเซลล์จะมีขนาด 53 ไบต์ โดยมีข้อมูล 48 ไบต์ และอีก 5 ไบต์ จะเป็นส่วนหัว (Header) ทำให้สวิตซ์ของ ATM ทำงานได้เร็วกว่าสวิตซ์ของเครือข่ายอื่น ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียข้อมูล ATMสวิตซ์จะใช้เทคนิคการปรับจราจร (Traffic Shapping) เพื่อกำหนดให้แพ็กเก็ตข้อมูลเป็นไปตามข้อกำหนดที่วางไว้ เช่น ในกรณีที่สถานีส่งข้อมูลในอัตราที่สูงเกินกว่าลิงก์จะรองรับได้ ATM สวิตซ์ก็จะทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์แพ็กเก็ตมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และส่งต่อในปริมาณที่ลิงก์จะรองรับได้ หรือที่กำหนดไว้เท่านั้น และอีกเทคนิคหนึ่งที่ใช้คือ การกำหนดนโยบายจราจร (Traffic Policing) คือ ถ้ามีเซลล์ข้อมูลที่ส่งเกินกว่าอัตราข้อมูลที่กำหนดไว้ก็จะถูกทำสัญลักษณ์ไว้เพื่อแสดงว่าเซลล์นี้มีลำดับความสำคัญต่ำ(Priority) เมื่อส่งผ่านเซลล์นี้ต่อไปก็อาจจะถูกละทิ้งหรือไม่ก็ได้นั้นขึ้นอยู่กับความคับคั่งของเครือข่ายพื้นฐานของ ATMกลไกการส่งข้อมูลของ ATM มีรูปแบบในการรับส่ง คือ สถานีส่งและสถานีรับจะมีการสร้างเส้นทางเสมือน (Virtual Path) สำหรับข้อมูลก่อนที่จะทำการส่ง สวิตซ์ที่อยู่ในเส้นทางเสมือนจะมีหน้าที่ส่งแพ็ตเก็ตต่อกันเป็นทอดๆ โดยใช้ข้อมูลในส่วนหัวการเชื่อมต่อเสมือนการเชื่อมต่อเสมือน(Virtual Connection)ที่สามารถสร้างในเครือข่ายATM มี 2 ประเภท คือวงจรเสมือน (Virtual Circuit:VC)เส้นทางเสมือน (Virtual Path:VP)วงจรเสมือน(Virtual Circuit) คือ การเชื่อมต่อเสมือน (Logical Connection)ระหว่างสองสถานีใดๆ ในเครือข่ายสวิตซ์ สถานีจะสื่อสารกันโดยการส่งผ่านเซลลข้อมูล โดยผ่านวงจรเสมือนนี้ ส่วนเส้นทางเสมือน (Virtual Path)เป็นกลุ่มของวงจรเสมือน การจัดวงจรเสมือนให้เป็นกลุ่มนั้นจะมีผลดีต่อการจัดการวงจรเสมือนที่อาจมีหลายวงจรในเวลาเดียวกัน หรือจะเป็นการง่ายกว่าที่จัดการวงจรเสมือนเป็นกลุ่มแทนที่จะแยกกัน ในแต่ละเซลล์ของATM จะมีข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางเสมือน หรือVPI(Virtual Path Information) และข้อมูลเกี่ยวกับวงจรเสมือน หรือVCI(Virtual Circuit Information)สวิตซ์จะใช้ข้อมูลนี้ในการส่งต่อเซลล์ไปยังอุปกรณ์ที่เหมาะสมต่อไป การที่สวิตซ์จะทำงานอย่างนี้ได้ในสวิตซ์จะต้องมีตารางการจัดเส้นทาง(Switch Table) ข้อมูลที่อยู่ในตารางจะเป็นการจับคู่กันระหว่าง VPI,VCIและอินเตอร์เฟสของสวิตซ์นั้นๆ
ประเภทของการเชื่อมต่อการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด(Point-to-point Connection)การเชื่อมต่อแบบจุดเดียวไปหลายจุด(Point-to-Multipoint Connection)การรับส่งแบบ point-to-point และแบบ point-to-multipoint สามารถที่จะสร้างได้ 2 วิธิ คือ วงจรเสมือนแบบสวิตซ์ หรือ SVC(Switched Virtual Circuit)และแบบถาวร หรือ PVC(Permanent Virtual Circuit) ในเริ่มแรกนั้นจะใช้แบบ PVCข้อดีก็คือเส้นทางข้อมูลจะถูกจองไว้สำหรับการส่งข้อมูลของการเชื่อมต่อเท่านั้น ส่วน SVC จะแตกต่างจาก PVC คือการสงวนbandwidthของเครือข่ายจะขึ้นอยู่กับอัตราข้อมูลที่ต้องการส่ง ถ้ามีการหยุดส่งข้อมูลระหว่างการเชื่อมต่อ bandwidthจะถูกปล่อยไปให้กับเครือข่าย ในขณะที่ PVC นั้นเมื่อส่งข้อมูลเสร็จbandwidth ยังคงถูกจองไว้สำหรับการเชื่อมต่อนี้อยู่อุปกรณ์ในเครือข่ายATMอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบเครือข่าย ATM นั้นมีเพียงสวิตซ์เท่านั้น ที่เรียกว่า ATM สวิตซ์นั่นเอง เครือข่าย ATM ใช้โทโปโลยีแบบ star โดยมีATM สวิตซ์เป็นศูนย์กลาง สำหรับเครือข่ายATM เน็ตเวิร์คการ์ดจะเรียกว่าUNI(User-to-Network Interface) ส่วนอินเตอร์เฟสที่เชื่อมต่อระหว่างสวิตซ์จะเรียกว่า NNI(Network-to-Network Interface)สถาปัตยกรรมของเครือข่ายแบบ ATMโครงสร้างโพรโทคอลของ ATM จะแตกต่างจากโครงสร้างโพรโทคอลประเภทอื่น คือ โดยทั่วไปโพรโทคอลจะแบ่งเป็นเลเยอร์ ซึ่งเป็นแบบ 2 มิติเท่านั้น แต่โพรโทคอลของ ATM จะเป็นแบบ 3 มิติ แต่ละมิติจะเรียกว่า "เพลน(Plane)" โดยแต่ละเพลนจะเป็นชุดโพรโทคอลที่แยกกัน ประกอบด้วย 3 เพลน ดังนี้Control PlaneUser PlaneManagement PlaneATM นั้นจะทำงานในเลเยอร์ที่ 1 และ 2 ของ OSI MODEL ส่วนโพรโทคอลที่อยู่เหนือขึ้นไปจะเป็นโพรโทคอลมาตรฐานทั่ว ๆ ไป สำหรับโพรโทคอล ATM จะแบ่งเป็นเลเยอร์บน และเลเยอร์ล่าง ซึ่งเลเยอร์บนจะมีในส่วนของ User Plane และ Control Plane , User Plane จะรับผิดชอบในการให้บริการเกี่ยวกับการรับส่งข้อมูลระหว่างสถานีส่งและสถานีรับ ส่วน Control Plane จะรับผิดชอบเกี่ยวกับสัญญาณ (Signal)บทที่ 4 การขนส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
ประเภทสายนำสัญญาณในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพมีความเกี่ยวข้องกับสื่อที่ใช้ส่งสัญญาณ โดยสื่อที่ใช้ส่งสัญญาณมักจะหมายถึง สื่อที่มีลักษณะเป็นสายสัญญาณ และรวมถึงสื่อที่ไม่เป็นสายสัญญาณ หรือสื่อไร้สายด้วย การส่งสัญญาณข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์จะต้องมีการเชื่อมต่อด้วยสื่อนำสัญญาณ สื่อนำสัญญาณที่ใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายมีหลายประเภท เมื่อจบบทที่ 3 นักศึกษาจะได้ทราบถึงสื่อนำสัญญาณประเภทต่างๆ ที่ใช้ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สื่อนำสัญญาณมีความเกี่ยวข้องกับเลเยอร์ที่ 1 ในแบบอ้างอิง OSI คือ เป็นเลเยอร์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับส่งข้อมูลที่อยู่ในรูปบิตผ่านสายสัญญาณหรือสื่อนำสัญญาณ โดยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน นอกจากการใช้สายสัญญาณแล้ว ยังมีการใช้สื่อไร้สาย (WLAN : Wireless LAN) กันโดยทั่วไปอีกด้วย ที่ผ่านมาแต่ละบริษัทจะผลิตอุปกรณ์เครือข่ายที่ใช้กับ WLAN ที่มีลักษณะเฉพาะ และถ้าผลิตจากต่างบริษัทก็จะไม่สามารถนำมาใช้งานร่วมกันได้ จนกระทั่ง IEEE ได้กำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับ WLAN หรือ IEEE 802.11 ทำให้ปัญหาดังกล่าวหมดไปสื่อนำสัญญาณที่ใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งออกได้ 2ประเภทดังนี้
1) สายสัญญาณ (Wire)
o สายโคแอ็กเชียล (Coaxial Cable)
o สายคู่บิดเกลียว (Twisted Pairs)
o สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optics)
2) สื่อไร้สาย (Wireless)
3.1 สายสัญญาณ (Wire)
3.1.1 สายโคแอ็กเชียล (Coaxial Cable)
เป็นสายสัญญาณประเภทแรกที่ใช้ในเครือข่ายท้องถิ่นในยุคที่ผ่านมา ในปัจจุบันเครือข่ายท้องถิ่นนิยมใช้คู่บิดเกลียวและสายใยแก้วนำแสง แม้ว่าสายโคแอ็กเชียลจะล้าสมัยสำหรับเครือข่ายท้องถิ่นในยุคปัจจุบัน แต่ก็ยังมีบางเครือข่ายที่ยังใช้สายประเภทนี้อยู
สายโคแอ็กเชียล มีโครงสร้างประกอบด้วย แกนกลาง เป็นสายทองแดงที่เป็นวัสดุนำไฟฟ้า ห่อหุ้มด้วยวัสดุที่เป็นฉนวน ชั้นต่อไปเป็นตัวนำไฟฟ้า เป็นใยโลหะถักเป็นตาข่าย หุ้มอีกชั้นหนึ่ง ชั้นนอกสุดท้ายหุ้มด้วยฉนวนและวัสดุป้องกันสายสัญญาณ
สายโคแอ็กเชียลแบบบาง (Thin Coaxial cable)
สายโคแอ็กเชียลแบบบาง เป็นสายขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.64เซนติเมตร สายประเภทนี้มีขนาดเล็ก จึงมีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้ได้กับการติดตั้งเครือข่ายเกือบทุกประเภท สามารถใช้นำสัญญาณได้ไกลถึง 186 เมตร ก่อนที่สัญญาณจะเริ่มอ่อนกำลังลง
สายโคแอ็กเชียลแบบหนา (Thick Coaxial cable)
สายโคแอ็กเชียลแบบหนา มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.27 เซนติเมตร จึงมีขนาดใหญ่ และแข็งแรงกว่าสายโคแอ็กเชียลแบบบาง สามารถนำสัญญาณได้ไกลกว่า โดยสามารถนำสัญญาณได้ไกลถึง 500เมตร
3.1.2 สายคู่บิดเกลียว (Twisted Pairs)
สายคู่บิดเกลียว เดิมเป็นสายสัญญาณที่ใช้ในระบบโทรศัพท์ แต่จากการพัฒนาเทคโนโลยี Ethernet และได้ทำการทดลองปรับปรุงสายโทรศัพท์ให้มีคู่สัญญาณเพิ่มเป็น 4 คู่ และจากการวิจัยพบว่าหากบิดสายแต่ละคู่ ให้เป็นเกลียวด้วยระยะที่เหมาะสม จะทำให้สัญญาณจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่รบกวนซึ่งกันและกันลดน้อยลง สายคู่บิดเกลียวมีแกนกลางเป็นสายทองแดงขนาดเล็ก หุ้มด้วยฉนวน
สายคู่บิดเกลียวที่ใช้กับเครือข่ายท้องถิ่น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. สายคู่บิดเกลียวหุ้มฉนวน (STP : Shielded Twisted Pairs)
2. สายคู่บิดเกลียวไม่หุ้มฉนวน (UTP : Unshielded Twisted Pairs)
3.1.3 สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optics)
สายสัญญาณที่ใช้กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน มี 2 ประเภท โดยแบ่งตามชนิดของตัวนำที่ใช้ ประเภทแรก คือ แบบที่ใช้โลหะเป็นตัวนำสัญญาณ และประเภทที่ไม่ได้ใช้โลหะ สายแบบที่ใช้โลหะ เช่น สายคู่บิดเกลียว และสายโคแอ็กเชียล โดยปัญหาของสายที่ใช้โลหะเป็นตัวนำสัญญาณ คือ สัญญาณรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มาจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผลิตสนามแม่เหล็กต่างๆ เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า บัสหลาสที่ใช้กับหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ หรือสนามแม่เหล็กจากฟ้าผ่า
ประเภทของสายใยแก้วนำแสง
สายใยแก้วนำแสง มีการแบ่งออกตามลักษณะของลำแสงที่ใช้ส่งข้อมูล 2 แบบ
คือ แบบซิงเกิลโหมด (Single mode) และแบบมัลติโหมด (Multi mode)
สายใยแก้วนำแสงแบบมัลติโหมด(MMF : Multimode Fiber Optic)
สายใยแก้วนำแสงแบบมัลติโหมด ส่วนที่เป็นแกน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 62.5ไมครอน (1 micron = 10-6 m = mm) และส่วนที่เป็นแคลดมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 125 ไมครอน ชื่อที่ใช้เรียกสายประเภทนี้ จึงเป็น 62.5/125 MMF ส่วนขนาดอื่นที่เป็นที่นิยมรองลงมาคือ 50/125 MMF
412 244
สายใยแก้วนำแสงแบบซิงเกิลโหมด(SMF : Single Mode FIber Optic)
สายใยแก้วนำแสงแบบซิงเกิลโหมด มีแกนกลางเล็กกว่าสายใยแก้วนำแสงแบบมัลติโหมด โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8-10ไมครอน และส่วนที่เป็นแคลนประมาณ125 ไมครอน สายแบบนี้จะส่งสัญญาณแสงเพียงลำแสงเดียว ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ซิงเกิลโหมด (Singlemode)
3.2 สื่อไร้สาย (Wireless)
นอกจากการใช้สายสัญญาณเป็นสื่อกลางนำสัญญาณแล้ว อากาศก็เป็นสื่อนำสัญญาณได้เช่นกัน โดยจะเรียกว่า เครือข่ายแบบไร้สาย (Wireless) ข้อมูลจะแปลงให้เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และส่งไปพร้อมกับแถบความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(Electromagnetic Spectrum)คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสัญญาณที่ใช้ส่งข้อมูลในทุกๆ การสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นสาย
แถบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
แถบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเริ่มต้นที่ความถี่ศูนย์เฮิร์ตซ์ (Hz) ไปจนถึง 10ยกกำลัง24 Hzความถี่ จะเริ่มจากเสียง มีความถี่ประมาณ 0 - 10 kHz โดยการได้ยินเสียงของคนส่วนใหญ่ได้ยินจะอยู่ในช่วงความถี่ประมาณ 3 - 4 kHz คลื่นความถี่ที่สูงขึ้นจะเป็นคลื่นวิทยุ(Radio Frequency) มีช่วงความถี่ประมาณ500 kHZ-300 GHz โดยความถี่ของเครื่องไมโครเวฟที่ใช้ตามบ้านจะอยู่ในช่วงนี้ด้วยบทที่ 4 การขนส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
การสื่อสารแบบไร้สาย
ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN) เกิดขึ้นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1971 บนเกาะฮาวาย โดยโปรเจกต์ ของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาวาย ที่ชื่อว่า “ALOHNET” ขณะนั้นลักษณะการส่งข้อมูลเป็นแบบ Bi-directional ส่งไป-กลับง่ายๆ ผ่านคลื่นวิทยุ สื่อสารกันระหว่างคอมพิวเตอร์ 7 เครื่อง ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ 4 เกาะโดยรอบ และมีศูนย์กลางการเชื่อมต่ออยู่ที่เกาะๆหนึ่ง ที่ชื่อว่า Oahuระบบเครือข่ายไร้สาย (WLAN = Wireless Local Area Network) คือ ระบบการสื่อสารข้อมูลที่มีความคล่องตัวมาก ซึ่งอาจจะนำมาใช้ทดแทนหรือเพิ่มต่อกับระบบเครือข่ายแลนใช้สายแบบดั้งเดิม โดยใช้การส่งคลื่นความถี่วิทยุในย่านวิทยุ RF และ คลื่นอินฟราเรด ในการรับและส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ผ่านอากาศ, ทะลุกำแพง, เพดานหรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ โดยปราศจากความต้องการของการเดินสาย นอกจากนั้นระบบเครือข่ายไร้สายก็ยังมีคุณสมบัติครอบคลุมทุกอย่างเหมือนกับระบบ LAN แบบใช้สายที่สำคัญก็คือ การที่มันไม่ต้องใช้สายทำให้การเคลื่อนย้ายการใช้งานทำได้โดยสะดวก ไม่เหมือนระบบ LAN แบบใช้สาย ที่ต้องใช้เวลาและการลงทุนในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ปัจจุบันนี้ โลกของเราเป็นยุคแห่งการติดต่อสื่อสาร เทคโนโลยีต่างๆ เช่นโทรศัพท์มือถือ เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน ความต้องการข้อมูลและการบริการต่างๆ มีความจำเป็นสำหรับนักธุรกิจ เทคโนโลยีที่สนองต่อความต้องการเหล่านั้น มีมากมาย เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค เครื่องปาล์ม ได้ถูกนำมาใช้เป็นอย่างมากและ ผู้ที่น่าจะได้ประโยชน์จากการใช้ ระบบเครือข่ายไร้สาย มีมากมายไม่ว่าจะเป็น- หมอหรือพยาบาลในโรงพยาบาล เพราะสามารถดึงข้อมูลมารักษาผู้ป่วยได้จาก เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ที่เชื่อมต่อกับ ระบบเครือข่ายไร้สายได้ทันที- นักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็สามารถใช้งานโน๊ตบุ๊คเพื่อค้นคว้าข้อมูลในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย หรือใช้อินเตอร์เน็ท จากสนามหญ้าในมหาลัยได้- นักธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ที่ทำงานปกติ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนองานยังบริษัทลูกค้า หรือการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ติดตัวไปงานประชุมสัมมนาต่างๆ บุคคลเหล่านี้มีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กรซึ่งอยู่ห่างออกไปหรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์สาธารณะ เช่นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายจึงน่าจะอำนวยความสะดวกให้กับบุคคลเหล่านี้ได้ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการเปิดให้บริการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย ตามสนามบินใหญ่ทั่วโลก และนำมาใช้งานแพร่หลายในห้างสรรพสินค้า และโรงแรมต่างๆแล้วประโยชน์ของระบบเครือข่ายไร้สาย
1. mobility improves productivity & service มีความคล่องตัวสูง ดังนั้นไม่ว่าเราจะเคลื่อนที่ไปที่ไหน หรือเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ไปตำแหน่งใด ก็ยังมีการเชื่อมต่อ กับเครือข่ายตลอดเวลา ตราบใดที่ยังอยู่ในระยะการส่งข้อมูล
2. installation speed and simplicity สามารถติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งสายเคเบิล และไม่รกรุงรัง
3. installation flexibility สามารถขยายระบบเครือข่ายได้ง่าย เพราะเพียงแค่มี พีซีการ์ดมาต่อเข้ากับโน๊ตบุ๊ค หรือพีซี ก็เข้าสู่เครือข่ายได้ทันที
4. reduced cost- of-ownership ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม ที่ผู้ลงทุนต้องลงทุน ซึ่งมีราคาสูง เพราะในระยะยาวแล้ว ระบบเครือข่ายไร้สายไม่จำเป็นต้องเสียค่าบำรุงรักษา และการขยายเครือข่ายก็ลงทุนน้อยกว่าเดิมหลายเท่า เนื่องด้วยความง่ายในการติดตั้ง
5. scalability เครือข่ายไร้สายทำให้องค์กรสามารถปรับขนาดและความเหมาะสมได้ง่ายไม่ยุ่งยาก เพราะสามารถโยกย้ายตำแหน่งการใช้งาน โดยเฉพาะระบบที่มีการเชื่อมระหว่างจุดต่อจุด เช่น ระหว่างตึก
ระบบเครือข่ายไร้สาย เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ที่ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ไม่มากนัก และมักจำกัดอยู่ในอาคารหลังเดียวหรืออาคารในละแวกเดียวกัน การใช้งานที่น่าสนใจที่สุดของเครือข่ายไร้สายก็คือ ความสะดวกสบายที่ไม่ต้องติดอยู่กับที่ ผู้ใช้สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้โดยที่ยังสื่อสารอยู่ในระบบเครือข่ายการใช้งานคอมพิวเตอร์เปลี่ยนรูปแบบมาเป็นงานที่ต้องเชื่อมโยงกับเครือข่ายโดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต การเชื่อมต่อเครือข่ายจึงมีพัฒนาการอย่าง ต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบการเชื่อมโยงแบบต้องใช้สาย ซึ่งมีแลนแบบอีเทอร์เน็ตเป็นฐานใหญ่ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อด้วยสายยูทีพีผ่านฮัพ ทำให้เข้าสู่ เครือข่ายด้วยความเร็วสูงถึง 100 เมกะบิตต่อวินาที อีกด้านหนึ่งคือการเชื่อมด้วยสายโทรศัพท์โดยเฉพาะการใช้โมเด็ม และ ADSL ที่เปิดบริการกันมาก อยู่ในขณะนี้
จุดเด่นของระบบแลนไร้สายมีหลายประการ โดยเฉพาะในอดีตปัญหาทางเทคโนโลยีเป็นข้อจำกัด เพราะไม่สามารถสร้างระบบ VLSI (วงจรรวมขนาดใหญ่มาก) ที่ใช้งานย่านความถี่สูงมาก กินกำลังไฟฟ้าต่ำ มีขนาดเล็กและเบา ปัจจุบันสามารถพัฒนาวงจร CMOS ซึ่งเป็นหัวใจของ การผลิตชิปที่มีวงจรซับซ้อน ให้กินกำลังงานไฟฟ้าต่ำมาก และใช้กับความถี่สูงย่านไมโครเวฟได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ระบบแลนไร้สายจึงตอบสนอง ความต้องการเด่น ๆ ต่อไปนี้ได้
ความยืดหยุ่นในการใช้งานสภาพปัจจุบันผู้ใช้งานมีเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่เรียกว่าโน้ตบุ๊คกันเป็นส่วนใหญ่ โน้ตบุ๊คมีขนาด เล็กลงจนสามารถนำติดต่อไปใช้ที่ต่าง ๆ ได้สะดวก การนำโน้ตบุ๊คต่อกับสายแลนจึงไม่สะดวก การนำโน้ตบุ๊คต่อกับสายแลนจึงไม่สะดวก อีกทั้งสภาพ การทำงานเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทำให้ผู้ใช้ไม่ถูกยึดติดอยู่กับที่ เช่น การนำโน้ตบุ๊คเข้าประชุม การปรึกษาหรือระหว่างกลุ่มย่อย แลนที่ใช้ถ้าเป็น ระบบสายจะยุ่งยากในการปรับเปลี่ยน แต่สำหรับแลนไร้สายจะประกอบด้วย การ์ดไคลเอนต์ ซึ่งเป็นแผนวงจรขนาดเล็ก ขนาด PCMCIA ที่ต่อเข้ากับ โน้ตบุ๊คเท่านั้น และส่วนที่เป็นแอ็กเซสพอยต์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อที่นำไปวางไว้ที่ใดก็ได้ หรือจะติดยึดกับฝาผนัง ฝ้า เพดาน หรือจะเคลื่อนย้ายไปที่ใด ก็ได้ โดยด้านหนึ่งรับสัญญาณวิทยุ อีกด้านหนึ่งเป็นสายต่อเชื่อมเข้าสู่ระบบเครือข่าย การติดตั้งแลนไร้สายจึงทำได้ง่ายกว่ามาก ความยืดหยุ่นจึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการติดตั้งทำได้ง่าย โดยเฉพาะการดำเนินงานเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้
การนำติดตัว (Mobility)การเคลื่อนย้ายของผู้ใช้อาจไม่เฉพาะเจาะจงอยู่ในที่ทำงานอย่างเดียว อาจครอบคลุมเลยไปยังที่ต่าง ๆ เช่น การจัดประชุมสัมมนาการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ โดยผู้ใช้ติดตั้งไปเฉพาะโน้ตบุ๊คก็สามารถเข้าถึงเครือข่ายได้
การขยายเครือข่ายได้ง่ายเครือข่ายแบบแลนไร้สายทำให้เครือข่ายองค์กรปรับขนาดและความเหมาะสมได้ง่ายไม่ยุ่งยากในเรื่อง การเดินสายสื่อสาร ซึ่งมีปัญหาในเรื่องสถานที่ การปรับปรุงสถานที่เพื่อเดินสายสัญญาณเป็นเรื่องไม่พึงปรารถนาเครือข่ายไร้สายสามารถครอบคลุม พื้นที่เป็นเซลเล็ก ๆ โดยมีการเชื่อมโยงระหว่างอาคารได้ด้วยระบบแบบจุดไปจุด ทำให้ดำเนินการได้เร็วและสะดวกต่อการติดตั้งให้ผลคุ้มค่าการออกแบบสร้างเครือข่ายแลนแบบไร้สาย เริ่มให้ผลตอบแทนต้องการลงทุนคุ้มค่ามากขึ้น ทั้งนี้เพราะอุปกรณ์เชื่อมโยง ระบบแลนไร้สายมีแนวโน้มที่ถูกลง จึงสามารถชดเชยกับสิ่งที่เรียกว่าการลงทุนการเดินสายสัญญาณและความคล่องตัวในการออกแบบ ปัจจุบันมูลค่า ของการ์ดแลนมีราคาขายในท้องตลาดทั่วไปประมาณ 200 เหรียญสหรัฐ แนวโน้มนี้ยังคงมีราคาลดลงอีก สำหรับอุปกรณ์ที่เป็นแอ็กเซสพอยต์ก็มี แนวโน้มที่ลดลงเช่นกัน ระบบแลนไร้สายแบบจุดไปจุดสามารถเชื่อมต่อได้ด้วยระยะทางไกลถึง 25 ไมล์ ซึ่งทำให้ประหยัดในเรื่องค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ลงไปได้มากนอกจากนี้ จุดเด่นของระบบแลนไร้สายยังอยู่ที่การมีมาตรฐานที่ยอมรับกันทั่ว หมายถึงสามารถใช้งานร่วมกันได้ และเป็นมาตรฐานกลางที่ กำหนดโดย IEEE มีการวางรูปแบบให้รับส่งกันได้อย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการรักษาความปลอดภัยของคลื่นสัญญาณที่อาจถูกดักฟังได้ กรณีนี้ก็มี วิธีการเข้ารหัส การสร้างระบบเอ็นคริปข้อมูล การให้บริการการใช้งานและการดูแลรักษาเครือข่ายทำได้ง่ายกว่าแบบใช้สายมาก ทั้งนี้เพราะระบบ ได้รับการออกแบบมาให้เป็นแบบอัตโนมัติและตรวจสอบกันเอง ระบบแลนไร้สายจึงมีจุดเด่นที่ชัดเจนและจะมีบทบาทที่สำคัญของเครือข่ายในอนาคต อันใกล้นี้
รูปที่ 1 ระบบแลนไร้สายที่เชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายเล็ก
ความต้องการใช้ระบบแลนไร้สายมีลักษณะเช่นเดียวกับระบบเซลลูลาร์โฟนหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ระบบแลนไร้สายต้องการเซลขนาดเล็ก และเป็นเซลเฉพาะกิจ เป็นเซลส่วนตัวที่เชื่อมกับเครือข่ายได้ ดังนั้นจึงมีความพยายามที่พัฒนาเครือข่ายแลนแบบไร้สายเพื่อให้รองรับความต้องการ ของผู้ใช้ กลุ่มผู้ใช้ที่มีความต้องการใช้แลนแบบไร้สายได้แก่ ร้านค้าปลีก ที่เก็บสินค้า โรงพยาบาล ธุรกิจขนส่ง มหาวิทยาลัย ตลอดจนองค์กรภาค ธุรกิจต่าง ๆในปี ค.ศ. 1997 สถาบัน IEEE ได้กำหนดมาตรฐานแลนไร้สายแบบเดียวกับอีเทอร์เน็ต และเป็นชุดเดียวกับ 802 โดยให้ชื่อว่า IEEE 802.11 มาตรฐานที่เกิดขึ้นในปีนั้นยังมีข้อจำกัดในทางเทคโนโลยี จึงกำหนดระบบการรับส่งสัญญาณด้วยขนาดความเร็ว 2 เมกะบิตต่อวินาที ระบบแลนไร้สาย IEEE 802.11 จึงเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่นั้นมา
รูปที่ 2 การเชื่อมโยงระหว่างอาคารด้วยระบบไร้สาย
ในปี ค.ศ. 1999 IEEE ได้พัฒนามาตรฐานใหม่ของแลนระบบไร้สายและให้ชื่อมาตรฐานที่ IEEE 802.11a โดยมีการพัฒนาให้ใช้ความเร็วใน การรับส่งได้ถึง 11 เมกะบิตต่อวินาที และเป็นแบบฟูลดูเพล็กซ์คือ รับและส่งแยกกันด้วยความเร็ว 11 เมกะบิตต่อวินาที
จากมาตรฐาน 802.11a ที่ประกาศออกไป ทำให้มีผู้ผลิตแลนไร้สายออกมามาก โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายขนาดใหญ่ทุกบริษัท ให้ความสนใจและเร่งการพัฒนาปรับปรุงกันต่อไป1 Boot ROM (ROM ย่อมาจาก Read-Only Memory) หรือหน่วยความจำสำหรับเริ่มต้นระบบ
และพื้นที่หน่วยความจำระบบ จะควบคุมการทำงานและกำหนดเส้นทางต่าง ๆ ของการทำงานเริ่มตั้งแต่เราเปิดคอมพิวเตอร์ที่มีการ์ดนี้ทำงานอยู่ด้านในเครื่อง นอกจากนี้ยังมีคำสั่งพื้นฐานสำหรับการทำงานของการ์ด ในตัวอย่างนี้จะมีคำสั่งสำหรับการ์ดแบบ
ไร้สาย PCMCIA ซึ่งมีขนาดเท่ากับบัตรเครดิตและเสียบอยู่ที่สลอต (Slot) เฉพาะในคอมพิวเตอร์
แล็ปทอป การ์ดเครือข่ายไร้สายสามารถติดต่อกับอินเทอร์เน็ตได้หลายทาง ในกรณีของคอมพิวเตอร
์แบบตั้งโต๊ะ หรือเดสก์ทอบ (Desktop) การ์ดจะเสียบอยู่กับสลอดด้านในคอมพิวเตอร์
สำหรับคอมพิวเตอร์แล๊ปทอป (Laptop) ที่จะเสียบสลอต PCMCIA ทั้งคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป
และแล็ปทอปสามารถที่จะใช้การ์ดไร้สายแบบ USB ได้ โดยการเสียบเข้าไปที่ ช่อง USB
ของคอมพิวเตอร์ รูปที่เห็นแสดงการ์ด PCMCIA และตัวต่อ PCMCIA
2 การ์ดจะมีเสาอากาศเล็ก ๆ ที่ใช้สำหรับรับและส่งข้อมูลจากสถานีฐานของระบบไร้สาย
3 อุปกรณ์รับส่งคลื่นวิทยุจะถูกเชื่อมต่อกับเสาอากาศ โดยจะทำหน้าที่โมดูเลตข้อมูลในคอมพิวเตอร์
ไปกับคลื่นความถี่วิทยุ และทำการดีโมดูเลตคลื่นที่รับจากเสาอากาศเพื่อนำข้อมูลที่มากับคลื่นความถี่
วิทยุที่ได้รับมาไปเป็นสัญญาณดิจิตอลที่การ์ด PCMCIA และคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสาร
เข้าใจกันได้เพราะอุปกรณ์นี้ที่ทำหน้าที่ทั้งรับและส่งแบบไร้สาย
4 สมองของการ์ดคือตัวควบคุม (Controller) จะรับข้อมูลจากอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ ประมวลผล และทำงานในการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายกับคอมพิวเตอร์ และยังส่งมูลกลับไปพร้อมกับหน่วยความจำถ้ามีความจำเป็นต้องทำ หลังจากที่ได้รับข้อมูลจากคลื่นวิทยุก็จะทำการประมวลผล เมื่อคอมพิวเตอร์เข้าใจสัญญาณแล้วก็จะส่งต่อไปยังการ์ดอินเตอร์เฟช PCMCIA
5 ข้อมูลเริ่มต้นมาจากคอมพิวเตอร์ และส่งทางอินเตอร์เฟช PCMCIA ไปยังตัวควบคุมการ์ด หรือ
Card Controller และส่งต่อไปยังตัวรับส่งข้อมูล และส่งต่อไปที่เครือข่ายโดยเสาอากาศเครือข่ายไร้สายที่จะนำมาใช้งานประกอบขึ้นด้วยอุปกรณ์ประเภทต่างๆ มากมาย ซึ่งมีทั้งออกแบบมาสำหรับใช้งานกับผู้ใช้งานภายในบ้านและผู้ใช้งานภายในองค์กรต่างๆ
PCI Card
ในเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆ หลายๆ รุ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมนบอร์ดในระดับไฮเอนด์ จะมีคุณสมบัติไร้สาย
แบบ Built-in ให้มาด้วย แต่ถ้าท่านต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพีซีที่มีอยู่ต้องการใช้งานร่วมกับ
ระบบไร้สาย ได้ก็สา มารถเลือกติดตั้ง PCI Card ได้ ด้วยการถอดฝาครอบเครื่องของเราออกแล้ว
ติดตั้งเข้าไปได้ทันที การ์ดอีเทอร์เน็ตไร้สายแบบนี้นั้นจะมีเสาส่งสัญญาณแบบ Dipole ให้มาด้วย
1 เสา ถอดเปลี่ยนได้มาให้พร้อมกันด้วย ซึ่งผู้ใช้งานนั้นสามารถที่จะปรับองศาให้หันไปทิศทางที่
Access Point ตั้งอยู่เพื่อให้ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนสัญญาณระหว่างกันนั้นดีขึ้นได้
PCMCIA Card
เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่มีจำหน่ายในปัจจุบันนี้นิยมผนวกรวมความสามารถในการใช้งานเครือข่าย
ไร้สายเข้าไว้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโน้ตบุ๊กที่ใช้งานเทคโนโลยี Intel Centrino ของทาง Intel แต่ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของท่านไม่สามารถใช้งานเครือข่ายไร้สาย ก็สามารถหาซื้อการ์ด
แบบ PCMCIA CardBus Adapter มาติดตั้งได้ โดยลักษณะของตัวการ์ดจะมีขนาดเล็กเท่าบัตรเครดิต บางเบาและน้ำหนักน้อยจึงสามารถติดตั้งเข้ากับสล็อตแบบ PCMCIA ของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กได
้โดยง่ายทีเดียว
USB Adapter
เป็นการ์ดที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีและโน้ตบุ๊ก โดยมีให้เลือกใช้ทั้งแบบที่เชื่อมต่อผ่านสายนำสัญญาณและในแบบที่ต่อเข้ากับพอร์ต USB โดยตรง
การ์ดเครือข่ายไร้สายแบบ USB นับว่า ได้ให้ความคุ้มค่าสำหรับการใช้ทีเดียว
Access Point
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เป็นตัวกลางในการรับและส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งการ์ดเครือข่าย
ไร้สายให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ลักษณะการทำงานจะเป็นเช่นเดียวกับ Hub ที่ใช้กับระบบ
เครือข่ายใช้สาย โดย Access Point จะมีพอร์ต RJ-45 สำหรับใช้เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่าย
ใช้สายที่ใช้งานกันอยู่Wireless Broadband Router
อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับ ADSL ซึ่งออกแบบมาสำหรับจุดประสงค์การใช้งานอย่างหลากหลายเป็นทั้ง Router, Switch และ Access Point ปกติผู้ผลิตจะออกแบบมาให้มีพอร์ตเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์แบบใช้สายจำนวน 4 พอร์ต แต่ผู้ผลิตหลายรายก็ออกอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กขนาดพ็อกเก็ตที่มีปุ่มสลับโหมดการทำงานมาให้ใช้ ซึ่งเหมาะสำหรับการเคลื่อนย้ายบ่อยครั้ง
Wireless Signal Booter
เป็นอุปกรณ์เครือข่ายไร้สายที่ใช้เพิ่มระยะทางและประสิทธิภาพการทำงานของ Access Point โดยการเพิ่มกำลังส่งของสัญญาณเพื่อให้ได้รัศมีการใช้งานที่มากขึ้นกว่าเดิม
Wireless Bridgeเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับใช้เชื่อมต่อเครือข่าย 2 เครือข่าย ให้สื่อสารกันได้ มีให้เลือกใช้งานทั้งแบบติดตั้งภายนอกซึ่งใช้เชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างอาคาร และแบบที่ติดตั้งภายในอาคาร โดย Wireless Bridge มี 2 ลักษณะให้เลือกใช้ คือ แบบที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างจุดต่อจุด (Point-to-Point) และแบบจุดต่อหลายจุด (Point-To-Multipoint)
Wireless PrintServerสำหรับเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องพิมพ์เพื่อให้มีความสามารถในแบบไร้สาย มีทั้งรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานกับเครื่องพิมพ์ที่มีพอร์ต Parallel, USB หรือทั้งสองพอร์ตร่วมกันด้วย
PoE (Power over Ethernet) Adapterเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับแก้ไขข้อยุ่งยากในการเดินสายไฟฟ้าเพื่อใช้งานกับอุปกรณ์ไร้สาย โดยหันมาใช้วิธีการจ่ายไฟผ่านสายนำสัญญาณ UTP ที่ยังมีคู่สายที่ยังไม่ถูกนำมาใช้งานมาทำหน้าที่แทน ซึ่งอุปกรณ์PoE Adapter จะมี 2 ส่วน คือ Power Injector เป็นอุปกรณ์กำเนิดไฟฟ้าและนำสัญญาณข้อมูลจาก Switch Hub เข้าไปสายนำสัญญาณสู่อุปกรณ์ไร้สายอย่าง Access Point และอีกอุปกรณ์เป็น Spliter ที่ใช้แยกสัญญาณข้อมูลและไฟฟ้าให้กับ Access Point ผู้ผลิตหลายรายในปัจจุบันออกแบบให้ Switch สนับสนุนมาตรฐาน IEEE 802.3af (PoE) มาพร้อมด้วยรูปแบบการเชื่อมต่อแลนไร้สาย1 Peer-to-peer ( ad hoc mode )
รูปแบบการเชื่อมต่อระบบแลนไร้สายแบบ Peer to Peer เป็นลักษณะ การเชื่อมต่อแบบโครงข่ายโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 2 เครื่องหรือมากกว่านั้น
เป็นการใช้งานร่วมกันของ wireless adapter cards โดยไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบ
ใช้สายเลย โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีความเท่าเทียมกัน สามารถทำงานของตนเองได้และขอใช้บริการเครื่องอื่นได้ เหมาะสำหรับการนำมาใช้งานเพื่อจุดประสงค์ในด้านความรวดเร็วหรือติดตั้งได้โดยง่ายเมื่อไม่ม
ีโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับ ยกตัวอย่างเช่น ในศูนย์ประชุม, หรือการประชุมที่จัดขึ้นนอกสถานที่2 Client/server (Infrastructure mode)
ระบบเครือข่ายไร้สายแบบ Client / server หรือ Infrastructure mode เป็นลักษณะการรับส่งข้อมูลโดยอาศัย Access Point (AP) หรือเรียกว่า “Hot spot” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายแบบใช้สายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (client) โดยจะกระจายสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อ รับ-ส่งข้อมูลเป็นรัศมีโดยรอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรัศมีของ AP จะกลายเป็น เครือข่ายกลุ่มเดียวกันทันที โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ จะสามารถติดต่อกัน หรือติดต่อกับ Server เพื่อแลกเปลี่ยนและค้นหาข้อมูลได้ โดยต้องติดต่อผ่านAP เท่านั้น ซึ่ง AP 1 จุด สามารถให้บริการเครื่องลูกข่ายได้ถึง 15-50 อุปกรณ์ ของเครื่องลูกข่าย เหมาะสำหรับการนำไปขยายเครือข่ายหรือใช้ร่วมกับระบบเครือข่ายแบบใช้สายเดิมในออฟฟิต, ห้องสมุด หรือในห้องประชุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น3 Multiple access points and roaming
โดยทั่วไปแล้ว การเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ กับ Access Point ของเครือข่ายไร้สายจะอยู่ในรัศมีประมาณ 500 ฟุต ภายในอาคาร และ 1000 ฟุต ภายนอกอาคาร หากสถานที่ที่ติดตั้งมีขนาดกว้าง มากๆ เช่นคลังสินค้า บริเวณภายในมหาวิทยาลัย สนามบิน จะต้องมีการเพิ่มจุดการติดตั้ง AP ให้มากขึ้น เพื่อให้การรับส่งสัญญาณในบริเวณของเครือข่ายขนาดใหญ่ เป็นไปอย่างครอบคลุมทั่วถึง4 Use of an Extension Point
กรณีที่โครงสร้างของสถานที่ติดตั้งเครือข่ายแบบไร้สายมีปัญหาผู้ออกแบบระบบอาจจะใช้ Extension Points ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ Access Point แต่ไม่ต้องผูกติดไว้กับเครือข่ายไร้สาย เป็นส่วนที่ใช้เพิ่มเติมในการรับส่งสัญญาณ5 The Use of Directional Antennas
ระบบแลนไร้สายแบบนี้เป็นแบบใช้เสาอากาศในการรับส่งสัญญาณระหว่างอาคารที่อยู่ห่างกัน โดยการติดตั้งเสาอากาศที่แต่ละอาคาร เพื่อส่งและรับสัญญาณระหว่างกันเครือข่ายแลนไร้สายแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ1.WPAN(Wireless Personal Area Network)เป็นระบบเครือข่ายไร้สายส่วนบุคคล ปัจจุบันมีอยู่สองระบบที่รองรับการทำงานส่วนบุคคล คือ IR(Infra-Red) และ Bluetooth การทำงานจะครอบคลุมบริเวณการสื่อสารที่ค่อนข้างจำกัด เช่นอินฟาเรด ระยะปะมาณไม่เกิน 3 เมตร และบลูทูธ ระยะไม่เกิน 10 เมตร
2.WLAN(Wireless Local Area Network)
เป็นระบบเครือข่ายท้องถิ่นที่ใช้งานในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในระยะใกล้ ภายในหน่วยงานหรืออาคารเดียวกัน เช่น สำนักงาน บริษัท หรือสถานที่จัดนิทรรศการ
3.WMAN(Wireless Metropolitan Area Network) เป็นระบบเครือข่ายสำหรับเมืองใหญ่ๆ มีระบบเครือข่ายที่หลากหลายมักใช้เชื่อมต่อสื่อสารกันระหว่างอาคารต่างๆภายในเมือง
4.WWAN(Wireless Wide Area Network)
เป็นระบบเครือขายไร้สายขนาดใหญ่สำหรับเมืองหรือประเทศซึ่งมักมีการใช้งานผ่านดาวเทียม
ข้ามประเทศระยะทาง (เมตร) ประเภทเครือข่าย 0-10 Wireless Personal Area Network 0-100 Wireless Local Area Network 0-1000 Wireless Wide Area Network เครือข่ายไร้สายมาตรฐาน IEEE 802.11 ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยสถาบัน IEEE (The Institute of Electronics and Electrical Engineers) ซึ่งมีข้อกำหนดระบุไว้ว่า ผลิตภัณฑ์เครือข่ายไร้สายในส่วนของ PHY Layer นั้นมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่ความเร็ว 1, 2, 5.5, 11 และ 54 เมกะบิตต่อวินาที โดยมีสื่อนำสัญญาณ 3 ประเภทให้เลือกใช้งานอันได้แก่ คลื่นวิทยุย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์, 2.5 กิกะเฮิรตซ์และคลื่นอินฟาเรด ส่วน.ในระดับชั้น MAC Layer นั้นได้กำหนดกลไกของการทำงานแบบ CSMA/CA (Carrier Sense Multiple Access/Collision Avoidance) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ CSMA/CD (Collision Detection) ของมาตรฐาน IEEE 802.3 Ethernet ซึ่งนิยมใช้งานบนระบบเครือข่ายแลนใช้สาย โดยมีกลไกในการเข้ารหัสข้อมูลก่อนแพร่กระจายสัญญาณไปบนอากาศ พร้อมกับมีการตรวจสอบผู้ใช้งานอีกด้วย
มาตรฐาน IEEE 802.11 ในยุคเริ่มแรกนั้นให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ค่อนข้างต่ำ ทั้งไม่มีการรับรองคุณภาพของการให้บริการที่เรียกว่า QoS (Quality of Service) ซึ่งมีความสำคัญในสภาพแวดล้อมที่มีแอพพลิเคชันหลากหลายประเภทให้ใช้งาน นอกจากนั้นกลไกในเรื่องการรักษาความปลอดภัยที่นำมาใช้ก็ยังมีช่องโหว่จำนวนมาก IEEE จึงได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายชุดด้วยกัน เพื่อทำการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานให้มีศักยภาพเพิ่มสูงขึ้น
เป็นมาตรฐานที่ได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2542 โดยใช้เทคโนโลยี OFDM (Orthogonal Frequency Division Multiplexing) เพื่อพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์ไร้สายมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลด้วยอัตราความเร็วสูงสุด 54 เมกะบิตต่อวินาที โดยใช้คลื่นวิทยุย่านความถี่ 5 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้งานโดยทั่วไปในประเทศไทย เนื่องจากสงวนไว้สำหรับกิจการทางด้านดาวเทียม ข้อเสียของผลิตภัณฑ์มาตรฐาน IEEE 802.11a ก็คือมีรัศมีการใช้งานในระยะสั้นและมีราคาแพง ดังนั้นผลิตภัณฑ์ไร้สายมาตรฐาน IEEE 802.11a จึงได้รับความนิยมน้อย
IEEE 802.11bเป็นมาตรฐานที่ถูกตีพิมพ์และเผยแพร่ออกมาพร้อมกับมาตรฐาน IEEE 802.11a เมื่อปี พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีและได้รับความนิยมในการใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาให้รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11b ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า CCK (Complimentary Code Keying) ร่วมกับเทคโนโลยี DSSS (Direct Sequence Spread Spectrum) เพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราความเร็วสูงสุดที่ 11 เมกะบิตต่อวินาที โดยใช้คลื่นสัญญาณวิทยุย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่อนุญาตให้ใช้งานในแบบสาธารณะทางด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และการแพทย์ โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้ความถี่ย่านนี้มีชนิด ทั้งผลิตภัณฑ์ที่รองรับเทคโนโลยี Bluetooth, โทรศัพท์ไร้สายและเตาไมโครเวฟ จึงทำให้การใช้งานนั้นมีปัญหาในเรื่องของสัญญาณรบกวนของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ข้อดีของมาตรฐาน IEEE 802.11b ก็คือ สนับสนุนการใช้งานเป็นบริเวณกว้างกว่ามาตรฐาน IEEE 802.11a ผลิตภัณฑ์มาตรฐาน IEEE 802.11b เป็นที่รู้จักในเครื่องหมายการค้า Wi-Fi ซึ่งกำหนดขึ้นโดย WECA (Wireless Ethernet Compatability Alliance) โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเครื่องหมาย Wi-Fi ได้ผ่านการตรวจสอบและรับรองว่าเป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐาน IEEE 802.11b ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกันกับผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตรายอื่นๆ ได้
IEEE 802.11gเป็นมาตรฐานที่นิยมใช้งานกันมากในปัจจุบันและได้เข้ามาทดแทนผลิตภัณฑ์ที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11b เนื่องจากสนับสนุนอัตราความเร็วของการรับส่งข้อมูลในระดับ 54 เมกะบิตต่อวินาที โดยใช้เทคโนโลยี OFDM บนคลื่นสัญญาณวิทยุย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ และให้รัศมีการทำงานที่มากกว่า IEEE 802.11a พร้อมความสามารถในการใช้งานร่วมกันกับมาตรฐาน IEEE 802.11b ได้ (Backward-Compatible)
หากพูดถึงเรื่องความปลอดภัยของเครือข่ายแลนไร้สายตามมาตรฐาน 802.11นั้น ในยุคแรก ๆ อาจดูไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร เพราะมีข่าวประโคมต่าง ๆ นานาว่าข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่าย WLAN นั้นได้กลายเป็นช่องทางที่เหล่าแฮกเกอร์ใช้เจาะระบบเข้ามาเพื่อสร้างความเสียหาย โดยการสร้าง
ประตูหลังบ้าน (back-door) ขึ้นมาเพื่อโจมตีเครือข่ายของคุณเป็นฐานโจมตีระบบอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน สำหรับการเซตระบบความปลอดภัยขึ้นมาใช้บนเครือข่าย WLAN นั้น วิธีที่ง่ายที่สุดก็คงเป็นการตั้งค่าการทำงานของเครือข่ายอย่างเหมาะสม ซึ่งคำว่าเหมาะสมในที่นี้หมายถึง หากเป็นเครือข่ายที่มีผู้ใช้จำนวนมากโอกาสเสี่ยงต่อการถูกโจมตีก็อาจมีสูงด้วย ดังนั้นควรตั้งค่าความปลอดภัยให้สูงนิดหนึ่ง เช่น เซต Firewall เอาไว้ที่ระดับสูงสุด ในทางกลับกัน หากระบบมีผู้ใช้จำนวนน้อย อย่างภายในบ้าน ออฟฟิศเล็ก ๆ ที่มีคอมพ์ไม่เกิน 5 เครื่อง ซึ่งแอนมินฯ สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงนั้น ก็ไม่ควรตั้งค่าความปลอดภัยเอาไว้สูงจนเกินไป เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพด้านความเร็วของระบบโดยรวมลดลงได้ แนะนำให้ปรับแต่งตามความเหมาะสมของเครือข่ายที่ใช้งานอยู่จะดีที่สุด !
MAC filtering
หากคุณรู้ว่า MAC Address มีค่ากับคุณเพียงใด รับรองว่าคุณต้องดูแลรักษาหมายเลขนี้เป็นพิเศษแน่ เพราะในระบบเน็ตเวิร์ก ไม่ว่าจะมีสายหรือไร้สายนั้น ค่า MAC Address ที่บ่งบอกถึงตัวตนของอุปกรณ์มีความสำคัญมากพอ ๆ กับเทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัย
...MAC Address ในอุปกรณ์เน็ตเวิร์กจะเป็นหมายเลขที่ไม่ซ้ำกันเลย ทำให้การควบคุมหรือการกลั่นกรองผู้ใช้ทำได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการเซตระบบเครือข่ายไร้สายขึ้นมาใช้งาน
ภายในบ้าน หรือในออฟฟิศที่มีจำนวนผู้ใช้ไม่มากนัก ระบบ MAC filtering จึงถูกนำมาใช้งาน ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มีอยู่บนอุปกรณ์เน็ตเวิร์กไร้สายอย่าง Access point และ ADSL Modem Router
วิธีการกรองค่า MAC Address นี้สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้ว่ามีสิทธิ์เชื่อมต่อเข้ามาหรือไม่ เพราะระบบจะมีข้อมูลที่ว่านี้เก็บอยู่ในเครื่อง หากเพื่อนบ้านคุณจะแอบดอดเข้ามาใช้อินเทอร์เน็ตฟรีผ่านระบบไร้สายก็จะเจอกับการกรอง
MAC Address เป็นด่านแรก ใครไม่อยู่ในรายการก็เข้ามาในระบบไม่ได้ หรือในทางกลับกัน หากคุณมีใจให้กับคนข้างบ้านและอยากให้เขาเข้ามาใช้อินเทอร์เน็ตของคุณได้ก็เพียงเพิ่มหมายเลขน
ี้ลงไปในระบบ
WEP
อุปกรณ์ Wi-Fi ทุกชนิดมีความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูลก่อนที่จะมีการสื่อสารระหว่างสองแห่ง
WEB (Wired Equivalent Privacy) เป็นเทคโนโลยีที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับเครือข่ายแลนแบบไร้สาย
ซึ่งการทำงานของ WEB นั้นมี 2 หน้าที่หลัก ๆ คือ การเข้ารหัส/ถอดรหัสข้อมูล และการตรวจสอบผู้ใช้โดยใช้คีย์ขนาด 128 บิต ในการเข้ารหัส และที่สำคัญนั้นรหัสที่ใช้สำหรับ Encrypt ข้อมูลก็จะเป็นรหัสเดียวกับตอน Decrypt ข้อมูลด้วย
วิธีแบบนี้ถูกเรียกว่า symmetric Encrypt/Decrypt ส่วนขั้นตอนตรวจสอบผู้ใช้ (Authentication) จะถูกกำหนดเอาไว้สองแบบคือ
1 ไม่มีการตรวจสอบรหัสลับ
2 มีการตรวจสอบรหัสลับ
โดยเป็นกลไกที่จะคอยเช็กว่าผู้ใช้คนดังกล่าวมีสิทธิ์จะเข้ามาในเครือข่ายนี้หรือไม่ แน่นอนว่าวีที่ 2 นี้ คุณจำเป็นต้องตั้งค่าให้มีการเข้ารหัสด้วย WEB เอาไว้ด้วย แต่ WEB ก็ยังมีข้อเสียเช่นกัน คือ การเข้ารหัสอาจถูกเจาะด้วยการสุ่มคีย์ต่าง ๆ ออกมาได้ทั้งหมดเพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีในปัจจุบันได้เอื้ออำนวยให้การถอดรหัสด้วยวิธีการต่าง ๆ ทำได้ง่ายขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ต้องใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะถอดรหัสข้อมูลออกมาได้ทั้งหมด ส่วนวิธีการตรวจสอบสิทธิ์ผู้ใช้นั้นก็มีช่องโหว่เล็ก ๆ ให้เห็นเช่นกัน โดยมีข้อมูลที่เป็นส่วนคำถามที่ใช้ตรวจสอบไม่ได้ถูกเข้ารหัสไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้ามาถอดรหัสบางส่วนออกมาได้
WPA
WPA (Wi-Fi Protected Access) เป็นหนึ่งในกลไกการตรวจสอบผู้ใช้ โดยอาศัยการเข้ารหัสโพรโตคอล TKIP ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบที่เป็นไปตามมาตรฐาน 802.11x การเข้ารหัสด้วยวิธีของ WPA มีความปลอดภัยสูงกว่าวิธีของ WEP และอุปกรณ์ Wireless สำหรับเครือข่ายก็หันมาใช้เทคโนโลยีนี้กันมากขึ้น แน่นอนว่าราคาค่าตัวก็อาจสูงกว่าเล็กน้อย (อุปกรณ์ Wire-less ที่มีโลโก้ Wi-Fi ทุกตัวรองรับ WPA) และก่อนที่มาตรฐานตัวใหม่อย่ง 802.11i จะออกมา WPA นี่แหละ ที่จะเปป็นตัวอุดช่องว่างความไม่ปลอดภัยที่มีอยู่ ซึ่งคงต้องรอจนกว่าจะมีการนำเอาระบบการเข้ารหัสแบบใหม่ที่เรียกว่า AES (Advanced Encryption Standard) มาใช้แทนในอนาคตอันใกล้นี้ของเล่นที่ใช้รีโมตคอนโทรล (Remote-Controlled Toys) ของเล่นที่ใช้รีโมตคอลโทรล อย่างเช่น รถหุ่นยนต์ เป็นต้น ถูกควบคุมแบบไร้สาย และของเล่นที่ตอบสนองเหมือนมีชีวิต เช่น ของเล่นระบบดิจิตอล เรียกว่าเพอร์บี้ (Furbies) จะใช้เทคโนโลยีแบบไร้สายส่งข้อมูลของตัวเองไปยังผู้อื่น
โทรศัพท์มือถือ (Cell Phone) นี่คืออุปกรณ์ที่ทุกๆ คน นึกถึงเมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยีแบบไร้สาย
รีโมตคอลโทรล (Remote Control) ทุก ๆ ครั้งที่คุณกดรีโมตคอนโทรลเพื่อเปลี่ยนช่องสัญญาณ หรือเสียง หรืออื่น ๆ คุณกำลังใช้เทคโนโลยีแบบไร้สายซึ่งใช้รังสีอินฟราเรด
ระบบเครือข่ายแบบไร้สาย (Wireless Network) บ้านหลาย ๆ บ้านทุกวันนี้ไม่ใช่มีแต่คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ระบบเครือข่ายโดยเทคโนโลยีแบบไร้สายสามารถเชื่อมต่อกันได้ และสามารถที่จะใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านทางเคเบิลโมเด็มได้ด้วยเพจเจอร์ (Pager)
เมื่อมีใครส่งข้อมูลถึงคุณ เทคโนโลยีแบบไร้สายกำลังถูกใช้ในการส่งสัญญาณ
วิทยุ (Radio)
วิทยุทุกชนิด รวมทั้งคลื่นวิทยุเอเอ็ม คลื่นวิทยุเอฟเอ็ม และวิทยุเคลื่อนที่ รับสัญญาณโดยการใช้เทคโนโลยีแบบไร้สาย
โทรทัศน์ (Television)
ญญาณภาพและเสียงของโทรทัศน์ถูกส่งแบบไร้สาย สัญญาณโทรทัศน์ที่คุณรับชมจากบริษัทเคเบิลนั้นถูกส่งมาแบบไร้สายผ่านทางดาวเทียม
คอมพิวเตอร์ปาล์มทอป (Palmtop Computer)
คอมพิวเตอร์ปารล์มทอป อย่างเช่น ปาล์ม จะมีอุปกรณ์สื่อสารหรือโมเด็มอยู่ด้วย ดังนั้นจึงสามารถส่งหรือรับอีเมล์ และข่าวสารต่าง ๆ ได้
เครื่องรับส่งวิทยุระยะสั้น (Walkie-Talkies)
เครื่องรับส่งวิทยุระยะสั้นหรือ Walkie-Talkies ทั้งสมัยใหม่และเก่า ใช้เทคโนโลยีแบบไร้สาย
ตัวควบคุมการเปิดปิดประตู (Garage Door Opener)
ทุกครั้งที่คุณเปิดประตูโรงงานของคุณคุณกำลังใช้เทคโนโลยีไร้สานเพื่อเปิดประตู








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น